ประวัติความเป็นมา

คำอธิบายภาพ : dscf0070_resize

สมัยก่อนประวัติศาสตร์

เมื่อราวพุทธศตวรรษที่ 8-15 พบหลักฐานทางประวัติศาสตร์จำนวนหนึ่ง มีอายุราวพุทธศตวรรษที่ 12 กล่าวถึงการติดต่อกันทางทะเลระหว่างตะวันออกและตะวันตกโดยเดินทางผ่านใกล้คาบสมุทรไทย-มลายูเรือที่ใช้โดยสารทางทะเลเป็นเรือประเภทเรือใบ  ดินแดนส่วนใหญ่ของประเทศไทยยังตกอยู่ใต้อิทธิพลวัฒนธรรมเขมร พบหลักฐานของการใช้เรือเป็นพาหนะในหนังสือประวัติศาสตร์ และพบว่า มีบันทึกของชาวจีนกล่าวถึงเรื่องเรือของชาวเขมร รวมทั้งมีภาพ และสลักหินบางภาพของปราสาทหินเขมร ปรากฎก่อนที่จะมีการก่อตั้งอาณาจักรสุโขทัย  เป็นอาณาจักรแรกของชาวไทย  มีเรื่องราวของชนชาติที่เรียกว่า  “ ชาวสยาม ” ปลูกสร้างบ้านเรือนอยู่ในบริเวณลุ่มแม่น้ำเจ้าพระยาตอนกลาง  และในจารึกภาษาจาม  พบที่เมืองนาตรัง  ประเทศเวียดนามใต้  ซึ่งเคยเป็นดินแดนในอาณาจักรจัมปา  เป็นหลักฐานเก่าแก่ที่สุดที่กล่าวถึงชนชาติสยาม  และนักประวัติศาตร์ส่วนใหญ่ก็เชื่อมั่นว่า  ชนชาติสยามในศิลาจารึกนั้น  เป็นชนชาติคนไทยที่ตั้งบ้านเมือง  อยู่ทางตอนกลางของลุ่มแม่น้ำเจ้าพระยา

ถึงแม้ว่า  จะไม่สามารรถค้นพบหลักฐานที่แน่ชัด  การเดินทางติดต่อซึ่งกันและกัน  ของชนชาวสยามในสมัยนั้น  แต่จากที่มีชีวิตความเป็นอยู่  และบ้านเมืองอยู่ริมฝั่งแม่น้ำ  ทำให้สันนิษฐานว่าคนไทยรู้จักการใช้เรือเป็นพาหนะ  ในการเดินทางไปหาสู่กัน

สมัยสุโขทัย

ศิลาจารึกหลักที่ ๔  ด้านที่ ๔  กล่าวถึงการเดินทางด้วยเรือและถนน  นั้นย่อมหมายความว่า  มีการสร้างเรือ  เพื่อใช้ในการเดินทางติดต่อซึ่งกันและกันแล้ว  และเป็นที่แน่นอนว่าเรือจะต้องได้รับความนิยมจากประชาชนมากกว่า  ระแทะและเกวียน  ซึ่งเป็นพาหนะทางบกในเวลานั้น  เพราะสร้างง่ายกว่า  และมีประโยชน์ใช้สอยมากกว่า  นอกจากนั้น  ยังสามารถใช้ได้ทุกโอกาสและฤดูกาล  นักประวัติศาสตร์เชื่อว่า  มีการต่อเรือกันอย่างกว้างขวาง  ทั้งเป็นเรือที่ทำจากซุงไม้ทั้งต้น  และเรือที่ใช้ไม้กระดานต่อกันแล้วเอาชันยา  และยังพบหลักฐานในประเทศไทยมีปรากฏอยู่หลายแห่งเช่น การพบภาพเขียนสีโบราณรูปขบวนเรือที่ถ้ำนาค ในอ่าวพังงา เป็นภาพขบวนเรือเขียนด้วยสีแดงบนผนังถ้ำ นักโบราณคดีสันนิษฐานว่าน่าจะเป็นภาพเรือขุดรุ่นแรกๆ ที่เกี่ยวข้องกับพิธีกรรม โดยที่หัวเรือและท้ายเรือเป็นรูปโค้งเหมือนพระจันทร์เสี้ยว หรือที่

สมัยกรุงศรีอยุธยา

พบหลักฐานจารึก จดหมายเหตุจีน ตำนานและพงศาวดารระบุว่า  พุทธศตวรรษที่ 18 มีบันทึกการรวมเมืองในลุ่มน้ำเจ้าพระยาเพื่อสร้างเครือข่ายทางเศรษฐกิจและ วัฒนธรรมออกไปสู่ภายนอก กระทั่งมีการสถาปนาเป็นกรุงศรีอยุธยาเมื่อ พ.ศ. 1893 แล้วแผ่อำนาจรวบรวมแว่นแคว้นเข้าเป็นอาณาจักร  ช่วงนั้นการติดต่อค้าขายระหว่างจีนและไทย  เราใช้ “เรือสำเภา” เป็นหลักและในสมัยอยุธยาตอนต้นเรือสำเภาจีนก็มีบทบาทสำคัญในการเชื่อมโยงอารยธรรม จากหลักฐานความสัมพันธ์ระหว่างอาณาจักรอยุธยากับชาติตะวันตก ได้มีโปรตุเกสเป็น ชาติแรกที่เข้ามาในเมืองมะละกา ได้ส่ง “ดูอาร์เต เฟอร์นาน-เดส” เป็นผู้แทนเดินทางมาเชื่อมสัมพันธไมตรีกับราชสำนักโดยใช้พาหนะในการเดินทาง คือ “เรือสำเภาจีน”

พบภาพวาดที่ถ้ำไวกิ้ง เกาะพีพี  จ.กระบี่ ก็พบหลักฐานภาพเขียนสีเป็นรูปเรืออยู่บนผนังถ้ำ มีอยู่ประมาณ 70 ภาพ เป็นเรือรูปแบบต่างๆ เช่น  เรือสำเภา  เรือโป๊ะจ้าย  เรือใบสามเสา  เรือฉลอมท้ายญวน  เรือกำปั่นใบ  เรือลำบั้นแปลง  เรือใบสองเสาที่ใช้กรรเชียง เ รือใบอาหรับ  เรือฉลอม  รวมถึงเรือใบที่ใช้กังหันไอน้ำและเรือกลไฟ โดยภาพเรือสำเภาจีนสามเสาและเรือใบแบบอาหรับเป็นภาพวาดรูปเรือที่เก่าที่สุด สันนิษฐานว่าเขียนขึ้นในราวพุทธศตวรรษที่ 19-20

สมัยกรุงศรีอยุธยา  การติดต่อค้าขายกับชาวต่างประเทศ  เจริญรุ่งเรืองมาก  ทำให้มีความจำเป็นต้องมีเรือเดินทะเลขนาดใหญ่ เช่น  เรือสำเภาและเรือกำปั่น  ไว้สำหรับลำเลียงสินค้า  มีอู่ต่อเรือหลวงอยู่เป็นจำนวนมาก  เฉพาะที่ท้ายบ้านท่าเสือข้ามแห่งเดียว  มีอู่ต่อเรือสำเภาและเรือกำปั่นหลวงถึง ๑๘ อู่  โดยมีนายช่างเป็นชาวจีนบ้าง  ฝรั่งบ้าง  ถึงขนาดที่บาทหลวงชาวฝรั่งเศสบันทึกเอาไว้  ส่วนกรรมกรในการต่อเรือนั้น  ใช้นักโทษเป็นกำลังสำคัญ

สำหรับเรือเล็ก  เรือน้อย  ที่ใช้กันในหมู่แทบประชาชนนั้นแทบไม่ต้องกล่าวถึง  บาทหลวงชาวฝรั่งเศสถึงกับบันทึกเอาไว้ด้วยความตื่นตาว่า  “ ในแม่น้ำลำคลองเต็มไปด้วยเรือ  จะไปไหนต่อไหนก็แน่นไปหมด  จนไม่สารถแหวกทางผ่านกันไปได้  หากไม่ชำนาญ  ทั้งที่เรือแน่นขนัดจอแจเช่นนี้  ก็ไม่ปรากฏว่ามีอุบัติเหตุขึ้นแต่อย่างใด  ซึ่งเป็นเรื่องน่าอัศจรรย์ยิ่ง ”

เรือกลไฟ (เรือที่ใช้เครื่องจักร)ได้เข้ามาในประเทศไทยครั้งแรก รวมทั้งเป็นยุคของความนิยมต่อเรือกำปั่นแบบฝรั่งขึ้นใช้ และสิ้นสุดยุคนี้ เมื่อประเทศไทยรับอารยะธรรมตะวันตกอย่าง
เต็มตัว ในฐานะเป็นประเทศหนึ่งของโลกสากลจึงสรุปได้ว่า ประเทศไทยได้พบหลักฐานการ
ใช้เรือมานานนับพันปี และที่ปรากฏหลักฐานการใช้เรือมากคือ เมื่อศูนย์กลางอำนาจประเทศ
อยู่ที่กรุงศรีอยุธยา และกรุงเทพมหานคร ซึ่งมีทำเลที่ตั้งอยู่ในที่ราบลุ่มมีแม่น้ำลำคลองมากมาย
และมีพาหนะชนิดเดียวเท่านั้นที่ใช้ได้สะดวกคือ เรือ สภาพสิ่งแวดล้อมดังกล่าวทำให้เกิดการ
สร้างเรือ รวมทั้งสนใจเทคโนโลยีใหม่ๆ ที่เกี่ยวข้องกับเรือ ดังเห็นได้ว่าคนไทยสามารถต่อเรือ
กลไฟขึ้นใช้ได้สำเร็จ หลังจากที่เรือกลไฟลำแรกปรากฏให้เห็นในน่านน้ำนี้เพียง 10 ปี

สมัยรัตนโกสินทร์

สมัยรัตนโกสินทร์  แม่น้ำลำคลองมีประโยชน์แก่ประชาชนมาก  เช่น  การลำเลียงสินค้าขนส่งเครื่องปั้นดินเผาสังคโลกสมัยสุโขทัย ใช้เรือสำเภาบรรทุกไปในทะเล  โดยได้ค้นพบเรือสินค้าสมัยสุโขทัย ที่บรรทุกเครื่อง ปั้นดินเผาสังคโลกสุโขทัยไปจมอับปางลงในท้องทะเลลึกในอ่าวไทยเป็นอันมาก  นอกจากนั้นยังมีการหารายได้เข้าประเทศ  โดยการเป็นตัวแทนการค้า โดยรับสินค้าจากจีน เช่น ถ้วยชาม ผ้าไหม และอื่น ๆ เข้ามาขายในประเทศ และประเทศใกล้เคียงและยังมีบทบาทสำคัญต่อการเพาะปลูก  ทางอุปโภค  บริโภค  อื่นๆ อีกด้วย  เพราะฉะนั้นจึงมีการขุดคลองขึ้นเป็นจำนวนมาก  นับตั้งแต่รัชสมัยของพระบาทสมเด็จพระบรมธรรมิกราช  โปรดเกล้าฯ ให้ขุดคลองคูพระนคร ๒ คลอง  พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลก โปรดเกล้าฯ  ให้ขุดคลองบางลำภู  คลองหลอด  คลองมหานาค  รัชกาลที่ ๒  โปรดให้ขุดคลองปากลัด  รัชกาลที่ ๓  โปรดให้ขุดคลองอีก ๔ คลอง  โดยเฉพาะคลองแสนแสบ  ซึ่งจัดว่าเป็นคลองที่ยาวที่สุด  รัชกาลที่ ๔  โปรดให้ขุดคลองผดุงกรุงเกษมอีกหนึ่งคลอง  การขุดคลองเป็นจำนวนมาก  ก็เพื่ออำนวยความสะดวก  ในการเดินทางด้วยเรือของประชาชน  ซึ่งแน่นอนว่า  จะต้องมีจำนวนมากมายเหลือคณานับนั่นเอง

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s